สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์
สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์

ความเป็นมาของการก่อตั้งสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ องค์กรวิชาชีพอิสระที่ทำหน้าที่ควบคุมและพัฒนามาตรฐานวิชาชีพทนายความ พร้อมพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน นับตั้งแต่การรวมตัวเป็นสมาคมทนายความ จนถึงการสถาปนาเป็นสภาทนายความตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528

เส้นทางสู่การก่อตั้งสภาทนายความ

  1. พ.ศ. 2500

    ก่อตั้ง “สมาคมทนายความ” เป็นผลสำเร็จเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ เพื่อเป็นสถาบันอิสระทำหน้าที่แทนทนายความทั่วประเทศ

  2. พ.ศ. 2508

    ตราพระราชบัญญัติทนายความฉบับใหม่ โอนอำนาจออกใบอนุญาตว่าความให้เนติบัณฑิตยสภาเป็นผู้มีอำนาจโดยเด็ดขาด

  3. พ.ศ. 2514

    แก้ไขพระราชบัญญัติทนายความ ให้ผู้สำเร็จปริญญาตรีทางกฎหมายเป็นทนายความชั้นหนึ่ง ว่าความได้ทั่วราชอาณาจักร

  4. พ.ศ. 2518

    เปลี่ยนชื่อเป็น “สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย” และถือวันที่ 20 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น “วันทนายความ”

  5. พ.ศ. 2528

    ประกาศใช้พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 กำเนิด “สภาทนายความ” มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2528

  6. พ.ศ. 2553

    ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับสภาทนายความไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และวางศิลาฤกษ์อาคารที่ทำการแห่งใหม่

การก่อตั้งสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย

ป้ายสภาทนายความ
ป้ายสภาทนายความ

ความเจริญก้าวหน้าของวิชาชีพทนายความ ทำให้จำนวนทนายความเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ แต่การแสดงบทบาท การเคลื่อนไหวและการรวมพลังของบรรดาทนายความยังไม่มีรูปแบบที่เป็นเอกภาพ การรวมกลุ่มของทนายความขาดความแน่นแฟ้นเท่าที่ควร เนื่องจากขาดองค์กรหรือสถาบันในการทำหน้าที่เป็นแกนกลาง หรือเป็นศูนย์รวมยึดเหนี่ยวชอบด้วยกฎหมาย จึงได้มีการริเริ่มก่อตั้ง “สมาคมทนายความ” ขึ้นจนเป็นผลสำเร็จเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2500 เพื่อให้สถาบันอิสระทำหน้าที่เป็นตัวแทนของทนายความทั่วประเทศ ในการบำเพ็ญประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมส่วนรวม ทั้งเอื้ออำนวยผลประโยชน์ ดูแลสวัสดิการแก่ทนายความด้วยกัน

ในปี พ.ศ. 2508 ได้มีการตราพระราชบัญญัติทนายความฉบับใหม่ขึ้นใช้ โดยพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2508 นี้ มีการโอนอำนาจออกใบอนุญาตว่าความจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ มาให้เนติบัณฑิตยสภาเป็นผู้มีอำนาจโดยเด็ดขาด เนติบัณฑิตยสภาจึงเป็นทั้งผู้ออกใบอนุญาต ผู้ควบคุมระเบียบและมรรยาททนายความ ซึ่งในขณะนั้นมีสำนักอบรมศึกษากฎหมายขึ้นในเนติบัณฑิตยสภาแล้ว อีกทั้งการควบคุมทนายความในระยะแรก ๆ เนติบัณฑิตยสภามุ่งดำเนินการตามแบบเนติบัณฑิตยสภาอังกฤษ จึงกำหนดให้ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัยต้องผ่านการสอบเป็นเนติบัณฑิตที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาเสียก่อน จึงจะขอจดทะเบียนเป็นทนายความชั้นหนึ่งได้ ซึ่งก็หมายความว่าผู้ที่เรียนจบปริญญาตรีทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเป็นได้เพียงทนายความชั้นสองเท่านั้น และตามบทบัญญัติให้สิทธิทนายความชั้นหนึ่งว่าความได้ทั่วราชอาณาจักร ส่วนทนายความชั้นสองมีสิทธิว่าความได้เฉพาะต่างจังหวัดที่ได้รับใบอนุญาต ข้อกำหนดดังกล่าวของเนติบัณฑิตยสภาเป็นการกดขี่และเป็นการปิดกั้นเสรีภาพของผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จึงก่อให้เกิดกระแสแห่งความไม่พอใจ มีการเคลื่อนไหวเพื่อการต่อสู้คัดค้านกันอย่างกว้างขวาง โดยใช้เวลาในการต่อสู้ถึง 5 ปีเศษ จึงมีการแก้ไขพระราชบัญญัติทนายความในปี พ.ศ. 2514 บัญญัติให้ผู้ที่จบปริญญาตรีทางกฎหมายเป็นทนายความชั้นหนึ่ง มีสิทธิว่าความได้ทั่วราชอาณาจักร และยังคงให้มีทนายความชั้นสองอยู่ แต่เนื่องจากในระยะต่อมานี้ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเพิ่มมากขึ้น ทนายความชั้นสองจึงค่อย ๆ ลดจำนวนลง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2518 ได้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อสมาคมจากเดิมเป็น “สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย” ดังนั้น ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ของทุกปีจึงถือเป็น “วันทนายความ” อันเป็นวันสำคัญของผู้ประกอบวิชาชีพทนายความตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

การก่อตั้งสภาทนายความ

“ทาง สายเปลี่ยว” ภาพการ์ตูนจากเอกสาร
“ทาง สายเปลี่ยว” ภาพการ์ตูนจากเอกสาร
พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2508
พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2508
ภาพประกอบประวัติศาสตร์วิชาชีพทนายความ
ภาพประกอบประวัติศาสตร์วิชาชีพทนายความ

จากเหตุการณ์กรณีผลกระทบที่เกิดจากบทบัญญัติในพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2508 ซึ่งเป็นการจำกัดสิทธิของทนายความ ทำให้เกิดผลกระทบกับบรรดาทนายความชั้นสองเอง รวมถึงประชาชนที่ต้องการความรู้ความสามารถของทนายความชั้นสอง ก่อให้เกิดแนวความคิดประการสำคัญที่ประกายให้เกิดสถาบันของทนายความ ในอันที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพทนายความเอง ดังเช่นที่เป็นอยู่ในนานาประเทศ สืบเนื่องจากความคิดดังกล่าวจึงมีการเคลื่อนไหวที่จะจัดตั้งสถาบันดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมตามลำดับขั้นตอน กล่าวคือ

ปี พ.ศ. 2517 นายมารุต บุนนาค นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย และเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ตำแหน่งในขณะนั้น) ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติทนายความ เพื่อก่อตั้งสภาทนายความเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่สภานี้ได้สิ้นสภาพลงก่อน ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงตกไปด้วย

ปีต่อมา คือปี พ.ศ. 2518 นายมงคล สุคนธขจร ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกสภาทนายความแห่งประเทศไทยต่อจากนายมารุต บุนนาค และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา (ในขณะนั้น) พร้อมคณะได้ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติทนายความ เพื่อก่อตั้งสภาทนายความต่อสภาผู้แทนราษฎรครั้งหนึ่ง โดยในครั้งนี้สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติรับหลักการในวาระที่ 1 แล้ว แต่รัฐบาลสมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาเสียก่อน ร่างพระราชบัญญัตินี้จึงตกไปครั้งหนึ่ง

จนกระทั่ง พ.ศ. 2522 จึงได้มีการยกร่างพระราชบัญญัติทนายความขึ้นใหม่ เพื่อเรียกร้องให้ได้มาซึ่งสภาทนายความ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2533 และได้นำเสนอต่อนายชวน หลีกภัย ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีดำเนินการต่อไป ระยะเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 ติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ. 2528 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2528 เป็นต้นมา

สาระสำคัญของพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528

ภาพประวัติศาสตร์การก่อตั้งสภาทนายความ
ภาพประวัติศาสตร์การก่อตั้งสภาทนายความ
คณะผู้ร่วมก่อตั้งสภาทนายความ
คณะผู้ร่วมก่อตั้งสภาทนายความ
บรรยากาศการประชุมก่อตั้งสภาทนายความ
บรรยากาศการประชุมก่อตั้งสภาทนายความ
1

ประการที่ 1

บทบัญญัติมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัตินี้ บัญญัติว่าให้มีสภาขึ้นสภาหนึ่งเรียกว่า “สภาทนายความ” นับตั้งแต่นั้นมา “สภาทนายความ” จึงเป็นสถาบันนิติบุคคลของผู้ประกอบวิชาชีพทนายความที่สามารถปกครองตนเองเป็นของทนายความ เพื่อทนายความ และโดยทนายความ มาจากหลักการปกครองพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย

2

ประการที่ 2

เปลี่ยนแปลงอำนาจในการจดทะเบียนและควบคุมมรรยาททนายความ จากเดิมซึ่งเป็นอำนาจของเนติบัณฑิตยสภา ให้สภาทนายความเป็นผู้มีอำนาจจดทะเบียนออกใบอนุญาตว่าความและควบคุมมรรยาททนายความ

3

ประการที่ 3

กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่ประสงค์จะขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความเพิ่มเติม กล่าวคือ นอกจากจะเป็นผู้สำเร็จปริญญาตรีทางนิติศาสตร์แล้ว ยังต้องผ่านการฝึกอบรมมรรยาททนายความ หลักปฏิบัติเบื้องต้นในการว่าความ และการประกอบวิชาชีพทางกฎหมายตามข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยการฝึกอบรมวิชาชีพว่าความ นอกจากนี้แล้วพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นผลให้ไม่มีทนายความชั้นสองอีกต่อไป เนื่องจากผู้ที่เป็นทนายความชั้นสองอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นผู้ที่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ และมีสิทธิขอต่ออายุใบอนุญาตหรือขอจดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ได้

4

ประการสุดท้าย

มีการกำหนดให้มีกองทุนสวัสดิการทนายความ เพื่อช่วยเหลือทนายความที่ได้รับความเดือดร้อน หรือทายาทของทนายความที่ถึงแก่ความตายซึ่งได้รับความเดือดร้อน ให้ได้รับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสวัสดิการทนายความ บทบัญญัติที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือการกำหนดให้มีคณะกรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย รวมทั้งจัดให้มีกองทุนช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายด้วย

วิชาชีพทนายความเป็นวิชาชีพที่มีเกียรติ เป็นส่วนสำคัญในกระบวนการยุติธรรม เป็นที่พึ่งของประชาชน เป็นผู้ใช้กฎหมายที่อยู่เคียงข้างใกล้ชิดกับประชาชน และช่วยเหลือแก้ปัญหาให้แก่ประชาชนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นในด้านการว่าต่างแก้ต่าง การดำเนินการต่าง ๆ อันเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาในศาล รวมไปถึงการให้คำปรึกษาและคำแนะนำด้านกฎหมายทั้งปวง ทนายความจึงต้องเป็นผู้ปฏิบัติตนและปฏิบัติงานด้วยการยึดหลักคุณธรรม พร้อมกันนั้นจะต้องมีความรับผิดชอบอย่างสูง และมีจรรยามรรยาทอันดีงาม เพื่อนำไปสู่ความเชื่อถือศรัทธาและไว้วางใจจากสังคม

และแม้ทนายความจะมิใช่ข้าราชการ ก็มีส่วนอันเป็นหน้าที่ต้องปฏิบัติในราชการศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน เพราะเป็นสิทธิของตัวความที่จะมีทนายความในการดำเนินคดี และเป็นกิจการของนักกฎหมายที่จะให้บริการนั้น นักกฎหมายไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษา อัยการ หรือทนายความ จึงต้องถือเป็นเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมร่วมกัน ทั้งสามฝ่ายจะต้องระลึกถึงความจริงข้อนี้ มิใช่คำนึงถึงแต่ความสำคัญของฝ่ายตนฝ่ายเดียว ต้องมีความเข้าใจว่าต่างก็จำเป็นและต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ความยุติธรรมจึงจะเกิดแก่ประชาชนได้โดยสมบูรณ์ ฉะนั้นทั้งสามฝ่าย คือ ศาล อัยการ และทนายความ จะต้องมองกันด้วยความนับถือ ด้วยความเข้าใจที่จะร่วมมือกันทำงานเพื่อช่วยและสนับสนุนส่งเสริมซึ่งกันและกันโดยแท้จริง

ที่ทำการสภาทนายความ

ที่ทำการสภาทนายความในอดีต ตั้งอยู่เลขที่ 7/89 อาคาร 10 ถนนราชดำเนินกลาง แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยเช่าจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งได้เปิดดำเนินการมาเป็นเวลากว่า 24 ปีเต็ม เมื่อพื้นที่ใช้สอยดังกล่าวคับแคบ ไม่สามารถขยับขยายต่อไปได้ คณะกรรมการบริหารสภาทนายความ (ชุดปี 2550-2553) จึงได้จัดซื้อที่ดินจำนวน 7 ไร่เศษ บนถนนพหลโยธิน เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมอาคารโรงเรียนภูมิไพโรจน์พิทยา ในราคา 130 ล้านบาท เพื่อจัดสร้างที่ทำการใหม่ของสภาทนายความ

สภาทนายความได้มีหนังสือลงวันที่ 21 มกราคม 2553 ขอพระราชทานกราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินวางศิลาฤกษ์อาคารที่ทำการของสภาทนายความ และในวันที่ 25 มกราคม 2553 สภาทนายความได้มีหนังสือขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต รับสภาทนายความให้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์

บัดนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์ มาทรงวางศิลาฤกษ์อาคารที่ทำการสภาทนายความฯ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สภาทนายความอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์

อาคารที่ทำการสภาทนายความ
อาคารที่ทำการสภาทนายความ
ป้ายสำนักงานสภาทนายความ
ป้ายสำนักงานสภาทนายความ

สภาทนายความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

ที่มา: เรียบเรียงจากเอกสารประวัติความเป็นมาของสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์